ลูกบ๊วย

บ๊วย
(Japanese apricot, Prunus mume)

ลูกบ๊วย

ที่มา

ได้มี การปลูกบ๊วย กันมานาน พอสมควร แล้ว ที่จังหวัด เชียงราย แต่เป็นบ๊วย ที่มีคุณภาพ ไม่ค่อยดี ต่อมา โครงการหลวง ได้นำพันธุ์ดี มาจากไต้หวัน และญี่ปุ่น เป็นจำนวนมาก และได้ คัดเลือก พันธุ์ที่ดี ไว้หลายพันธุ์ บ๊วย เป็นไม้ผล ที่ปลูกง่ายและ ไม่ต้อง ดูแลรักษา มากนัก จึงเหมาะ สำหรับชาวเขา โดยทั่วไป ขณะนี้ ในปีหนึ่ง ๆ มีผลผลิต หลายสิบตัน ซึ่งพ่อค้า มีความต้องการมาก และความต้องการ ของตลาด ยังมีอีกมาก นับว่า เป็นไม้ผล ที่เหมาะ ในการบุกเบิก ให้ชาวเขา สนใจ ที่จะทำสวน ผลไม้ และ จะก้าวหน้า ไปสู่ การปลูก ไม้ผล อื่น ๆ ได้ ต่อไป ในอนาคตบ๊วย จะแก่เก็บ ได้ในเดือน มีนาคม ถึงเมษายน ซึ่งโรงงาน จะนำไปแปรรูป เป็นบ๊วยดอง บ๊วยเค็ม และ ผลิตภัณฑ์ จาก บ๊วยอื่น ๆ

การขยายพันธุ์

ลักษณะทั่วไป

บ๊วยเป็นไม้ผลเมืองหนาวที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศจีน มีปลูกในประเทศไทยนานแล้ว โดยแพร่เข้ามาทางภาคเหนือ บ๊วยเป็นพืชที่จัดอยู่ในสกุลเดียวกับท้อ พลับ หรือลูกพรุน ลักษณะผลกลมเมื่อยังเล็กมีสีเขียว แต่มีผลแก่เต็มที่จะมีสีเหลืองมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตรรสขมอมเปรี้ยวและมีกลิ่นหอม ในญี่ปุ่นและไต้หวันผลจะแก่และเก็บเกี่ยวได้ในเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม ในไทยผลบ๊วยจะแก่เก็บเกี่ยวได้ประมาณเมษายน บ๊วยอยู่ในสกุล Rosaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Prunus mume

สภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสม

ดิน บ๊วยชอบสภาพดินร่วน มีการระบายน้ำดี

ระดับความสูง บริเวณที่ปลูกบ๊วยส่วนมากอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 500-800 เมตร แต่ที่ดอยอ่างขางซึ่งอยู่สูง 1200-1800 เมตร และแถบลีซานในไต้หวันซึ่งสูงเกือน 2400 เมตร ก็ปลูกบ๊วยได้ดีเช่นกัน

อุณหภูมิ บ๊วยต้องการสภาพอากาศที่หนาวเย็นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง สำหรับที่จะทำลายการพักตัวของตา ซึ่งจะแตกออกมาในฤดูใบไม้ผลิ แต่บ๊วยไม่ต้องการอากาศที่หนาวเย็นมากนัก อุณหภูมิสำหรับการเจริยเติบโตของบ๊วยจะอยู่ประมาณ 13-15 เซลเซียส ถ้าอุณหภูมิต่ำมาก ๆ จะมีผลเสียต่อระบบราก ลำต้น และตาที่แตกในฤดูต่อไ

พันธุ์

พันธุ์ที่ใช้ปลูกกันในปัจจุบันนี้ เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่ถูกนำเข้ามาจากประเทศจีน ซึ่งไม่ทราบชื่อพันธุ์ที่แน่นอน สำหรับที่อำเภอแม่สายและดอยอ่างขาง มีการปลูกบ๊วยพันธุ์เจียงโถและปิงติง ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มาจากไต้หวั

การขยายพันธุ์

บ๊วยขยายพันธุ์ได้ทั้งการเพาะด้วยเมล็ด ซึ่งไม่นิยมนักเพราะให้ผลช้าและอาจกลายพันธุ์ได้ วิธีการที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการขยายพันธุ์บ๊วยคือ การติดตา ซึ่งทำได้ง่าย การติดตานิยมทำในช่วงที่ต้นพักตัว เมื่อผ่านระยะการพักตัวแล้ว ตาที่ติดไว้ก็จะแตกและเจริญเติบโตต่อไป ต้นที่ติดตาจะให้ผลใน 4-5 ปี

สำหรับการใช้ต้นตอนั้นอาจจะใช้ตอบ๊วยด้วยกันหรือต้นตอท้อก็ได้ แต่ถ้าใช้ต้นตอบ๊วยพันธุ์พื้นเมืองก็จะเจริญเติบโตเร็วกว่าต้นตอท้อ

การปลูก

การเตรียมดิน การขุดหลุมปลูกควรจะให้มีขนาด 1x1x1 เมตร รองกันหลุมด้วยปุ๋ยคอดหรือเศษพืชที่เน่าเปื่อยผุพังแล้ว ซึ่งจะทำให้ดินมีคุณสมบัติดีร่วน โปร่ง รากเจริญได้เร็ว ต้นบ๊วย จะเจริญเติบโตได้รวเร็วมากการให้น้ำ ในระยะที่บ๊วยออกดอก เป็นช่วงที่บ๊วยต้องการน้ำค่อนข้างมาก แต่ในช่วงที่ติดผลแล้ว ถ้าฝนตกชุกจะทำให้ผลร่วงได้ การให้ปุ๋ย ในปีหนึ่ง ๆ ควรจะให้ปุ๋ย 2 ครั้ง คือในขณะที่ตาเริ่มแตกหรือก่อนออกดอกเล็กน้อยโดยให้สูตร 13-13-21 และอีกครั้งหนึ่งจะให้เมื่อเก็บผลแล้ว โดยให้สูตร 15-15-15 ก่อนที่บ๊วยจะพักตัว หรืออาจจะแบ่งให้อีกครั้ง ในขณะที่ผลกำลังเติบโตก็ได้ ส่วนปริมาณปุ๋ยที่ให้ขึ้นกับอายุของบ๊วย และสภาพดินสำหรับวิธีการให้ปุ๋ย ควรจะขุดเป็นร่องรอบ ๆ ต้นบริเวณชายพุ่ม เมื่อโรยปุ๋ยแล้วกลบดิน และรดน้ำเพื่อให้ปุ๋ยละลายน้ำเป็นประโยชน์ต่อต้นบ๊วยต่อไป นอกจากปุ๋ยวิทยาศาสตร์แล้วควรจะให้ปุ๋ยคอกอีกปีละครั้งเพื่อช่วยให้ต้นบ๊วยเจริญได้เร็วขึ้น การตัดแต่ง การตัดแต่งทำแบบตรงกลางโปร่งและ Modiflied leader ฤดูกาลที่เหมาะสำหรับการตัดแต่งคือ ในระยะที่ต้นกำลังพักตัว ซึ่งจะกระทบกระเทือนต่อต้นน้อยที่สุด

โรคและแมลง

โรค บ๊วยที่ปลูกกับในขณะนี้ ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคที่ร้ายแรงคงมีบ้างเพียงเล็กน้อย เช่นโรคใบจุด ซึ่งไม่ถึงกับทำให้ผลผลิตลดลง แมลง พวกหนอนกินใบมีน้อยไม่มีปัญหา อาจจะมีพวกหนอนเจาะกิ่งหรือลำต้น จะทำให้กิ่งหักเสียหายได้ อาจใช้โฟลิดอนฉีดเข้าไปในรูปที่พบว่ามีหนอนเจาะแล้วเอาดินเหนียวอุดไว้ ซึ่งจะทำลายตัวหนอนได้โดยปกติแล้วชาวสวนจะพ่นยาฆ่าแมลงให้กับต้นบ๊วยในระยะดอกตูม ๆ และเริ่มติดผลเล็ก ๆ เท่านั้น

การเก็บผล

ผลบ๊วยจะสุกไม่พร้อมกันทำให้ต้องเก็บหลายครั้ง ผลจะเริ่มสุกประมาณต้นเดือนเมษายน และจะเก็บไปได้ตลอดเดือน อาจจะเก็บวันเว้นวัน หรือ 2 วันก็ได้ และนิยมเก็บผลด้วยมือ ซึ่งสามารถเลือกเก็บแต่ผลสุกได้ สำหรับผลผลิตของบ๊วยจะขึ้นกับขนาดและความแข็งแรงของต้นด้วย

การใช้ประโยชน์

ถึงแม้ว่าผลบ๊วยจะใช้รับประทานสดไม่ได้ ก็สามารถนำไปทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ให้ประโยชน์ได้มากที่นิยมทำกันอยู่ในขณะนี้ เช่น บ๊วยดองหรือบ๊วยเจี่ย เป็นต้น สำหรับราคาผลสุกจะขายได้กิโลกรัม 13-15 บาท ซึ่งสามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกได้ดีอีกพืชหนึ่

  • บ๊วยช่วยเพิ่มกำลัง บรรเทาการอ่อนเพลีย คนเรามีอาการเหนื่อย เพราะกรดในเลือดสูง ร่างกายไม่สามารถปรับดุลความเป็นด่างได้ทัน เมื่อร่างกายบกพร่องปริมาณของออกซิเจน เมื่อเลือดเป็นสภาวะกรดสูง ทำให้ตับมักอ่อนแอลง อาการไวรัสลงตับจึงเป็นไปได้สูง
  • บ๊วยช่วยเสริมระบบการย่อยอาหาร การเผาไหม้สารอาหารในลำไส้ เหมือนกับซีอิ๊วหรือเต้าเจี้ยว
  • บ๊วยช่วยลดมลพิษ ความเป็นพิษของอาหาร เนื้อสัตว์ในกระเพาะที่บูดเน่าเสียก่อนจะถูกขับออกจากร่างกาย ปรับเป็นทั้งยาระบายและยาลดกรดในกระเพาะแทนอี-โน-กัลดา-เซลเซอร์
  • บ๊วยเมื่อใดที่ปากมีกลิ่นหรือปัญหาโรคฟัน เหงือกอักเสบ บ๊วยมีสรรพคุณทดแทนยาสังเคราะห์ตามท้องตลาดได้
  • บ๊วยช่วยได้โดยการชงผสมน้ำอุ่นรับประทานแทน ในกรณีรับประทานอาหารมากเกิน อาหารเป็นพิษ ท้องร่วง อยากอาเจียน มีไข้หรือจุก กระเพาะเสียดแน่น จะช่วยบรรเท่อาการเหล่านี้ได้
  • บ๊วยช่วยได้ในการแก้อาการเมาค้าง เนื่องจากการดื่มเหล้า สุรามากเกิน ปวดศีรษะ อยากอาเจียน อาหารไม่ย่อย
  • บ๊วยใช้ในการเดินทาง แก้อาการคลื่นไส้ เมารถ เมาเรือ เมาเครื่องบิน อมบ๊วยจะช่วยปรับดุลสภาวะในกระเพาะให้มั่นคง แข็งแรง คนจีนรู้เรื่องการป้องกันเหตุ หากต้องเดินทางไกลด้วยบ๊วย
  • บ๊วยซึ่งมีคุณสมบัติเป็นด่างจึงสามารถช่วยแก้ปัญหาสตรีที่มีครรภ์ แพ้ท้อง อยากรับประทานอาหารรสเปรี้ยว เช่นมะนาว และส้ม ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นกรดหากรับประทานมากเกินไปอาจเป็นผลเสียต่อร่างกายได้
    บ๊วยบ๊วย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s